วัดไข้อย่างไร (How do i measure my child’s temperature?)

อุปกรณ์วัดไข้มีหลายแบบได้ตามวัสดุที่ใช้ หรือวิธีการวัด

  • ตามวัสดุที่ใช้ แบ่งเป็นแบบแท่งแก้วที่มีปรอทอยู่ภายในและแบบ digital ซึ่งในเด็กจะไม่แนะนำแบบปรอทเพราะมีโอกาศแตกง่ายและปรอทเป็นสารที่มีพิษถ้าสัมผัสถูกกับร่างกาย
  • ตามวิธีการวัด วัดทางก้น, ทางรักแร้, ทางปาก หรือทางหู โดย 3 ทางแรกจะใช้อุปกรณ์แบบเดียวกันแล้วแต่ว่าเราจะ apply ทางไหน ส่วนทางหูอุปกรณ์ที่มีลักษณะพิเศษกว่า ใช้ technology ทันสมัยมากกว่าคือใช้แสง infrared วัดความร้อนที่เยื่อแก้วหู (tympanic membrane) และแน่นอนย่อมมีราคาที่แพงกว่ามาก

จะซื้อแบบไหรดี? เอาแบบแพงๆไปเลยดีมั้ย? 

วิธีมาตราฐานที่สุดในการว้ดไข้คือการวัดทางก้น จะได้ค่าที่แม่นยำและเชื่อได้ ต่างจากการวัดทางปาก ทางรักแร้ และทางหูที่ค่าที่วัดได้อาจมีการคลาดเคลื่อนจากตัวแปรต่างๆ เช่น วัดหลังจากกินอาหารที่มีอุณหภูมิร้อนหรือเย็นก็จะทำให้ค่าที่วัดได้จากทางปากคลาดเคลื่อน วัดทางรักแร้แต่หนีบรักแร้ไม่แน่นหรือหลังจากอาบน้ำเสร็จก็อาจทำให้ค่าต่ำกว่าความเป็นจริง วัดทางหูแต่ใช้ Technic ไม่ถูกเป็นต้น แต่การวัดทางก้นจะค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะในเด็กโตจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในรพ. หรือ คลินิค มักจะใช้เฉพาะในคนไข้เด็กอ่อน หรือคนไข้ที่มีอาการหนักที่ต้องการค่าอุณหภูมิที่แม่นยำในการตัดสินใจในการรักษา

ดั้งนั้นจึงเหลือแค่ 2 แบบคือแบบ digital ที่ใช้วัดทางปากหรือรักแร้ กับแบบ infrared ที่วัดจากเยื่อบุแก้วหู

  • วัดทางปาก : ราคาถูกแค่ร้อยกว่าบาท แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็ก ต้องสามารถอมที่วัดไข้ได้นานพอ
  • วัดทางรักแร้ : ก็คือแบบเดียวับวัดทางปากแต่เราใช้หนีบที่รักแร้แทน ราคาถูก ไม่ต้องอาศัยความร่วมมือ ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนโต
  • วัดทางหู : ราคาแพงตั้งแต่เกือบพันถึง 2,000 กว่าบาท ต้องอาศัยวิธีการวัดที่ถูกวิธีคือต้องดึงใบหูไปทางด้านหลังเพื่อให้ช่องหูด้านนอกอยู่ในแนวเส้นตรงกับเยื่อบุแก้วหู แสง infrared จากเครื่องจะได้พุ่งตรงไปวัดอุณหภูมิจากเยื่อบุแก้วหูโดยตรง 

ทั้ง 3 วิธีได้ผลที่ใกล้เคียงกันถ้าวัดอย่างถูกวิธี แล้วแต่ว่าผู้ปกครองจะชอบแบบไหน การวัดควรวัดหลายๆครั้งเช่นทุก 4-6 ชม.เพื่อดูแนวโน้มของไข้ แต่ก็ไม่ควรจะกังวลเกี่ยวกับตัวเลขมากเกินไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ มีไข้มากี่วัน และอาการโดยทั่วไปของเด็กขณะนั้น ถ้าไข้ไม่เกิน 3 วันร่วมกับ เด็กดูสบายดีกินได้เล่นได้ โดยมากมักจะติดเชื้อไม่รุนแรงครับ

 

 

ผลกระทบของไข้ (effect of fever)

1) ไข้เป็นระบบการเตือนโดยธรรมชาติทำให้รู้ว่าเราไม่สบาย มีการติดเชื้อ ต้องทำอะไรสักอย่างให้หายไข้

2) ในเด็กปกติจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เล่นลดลง กินลดลง

3) ในกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวอาจทำให้หัวใจ และปอดทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ออกซีเจนในเลือดลดลงได้

4) ในเด็กเล็กอาจเกิดภาวะชักจากไข้ได้ ซึ่งภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็ก 6 เดือน ถึง 4 ปี ยิ่งโตยิ่งเกิดได้น้อย แต่โรคนี้มักไม่มีผลต่อพัฒนาการหรือการเรียนรู้ของเด็ก

5) ในเด็กกลุ่มโรคลมชักอาจทำให้มีอาการชักมากขึ้นได้

สาเหตุของไข้ (cause of fever)

แม่ : ลูกเป็นไข้ได้ยังไงคะ

หมอ : จากหวัดครับ

แม่ : แล้วหวัดทำให้เกิดไข้ได้ยังไงคะ

บทสนทนานี้มักได้ยินเสมอในห้องตรวจซึ่งบางครั้งก็ยากจะอธิบายถ้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าร่างกายควบคุมอุณหภูมิให้ปกติได้อย่างไร

สาเหตุของไข้มีหลายสาเหตุ หลักๆเลยก็คือ

1. อากาศภายนอกร้อนเกินไป เช่น ตากแดดนานๆ หรือในเด็กเล็กๆที่ผู้ปกครองห่อผ้ามากเกินไป อันนี้ตรงไปตรงมา

2. สมองทำงานผิดปกติ คือไป set อุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติทำให้ระบบเผาผลาญทำงานมากขึ้นจนได้อุณหภูมิที่ set ไว้

ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่าสมองทำงานผิดปกติได้อย่างไร?

เมื่อเชื้อหวัดเข้ามาในร่างกาย (เรียกกระบวนการนี้ว่า มีการติดเชื้อ (infection)) จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ (inflammation) เมื่อมีการอักเสบร่างกายก็จะส่งสารเคมีชนิดหนึ่งเรียกว่า ไซโตไคน์ cytokine ไปยังสมอง ส่งผลให้สมองเปลี่ยนค่า set point จาก 37 ไปเป็น 38 หรือ 39 องศา จากนั้นสมองก็จะไปสั่งงานระบบเผาผลาญให้ทำงานมากขึ้น และสั่งให้เส้นเลือดที่ปลายมือปลายเท้าหดตัวเพื่อลดการสูญเสียความร้อน (ทำให้เวลามีไข้เราจะมีมือเท้าเย็นและลาย) จนเรามีไข้ (fever) ในที่สุด

สรุป สาเหตุของไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อคือ infection –> inflammation –> fever

ไข้ (fever)

อุณหภูมิร่ายกายมนุษย์ปกติจะถูกควบคุมโดยสมองให้คงที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ด้วยวิธีการประเมินว่าร่ายกายเสียความร้อนไปเท่าไรก็สร้างขึ้นมาชดเชย อวัยวะที่ทำหน้าที่หลักในการสร้างความร้อนก็คือการเผาผลาญพลังงานที่ตับ และกล้ามเนื้อ

เช่นเมื่อเราอยู่ในห้องที่มีอากาศเย็น จะมีการสูญเสียความร้อนทางผิวหนัง สมองก็จะได้รับสัญญาณจากผิวหนังว่าร่างกายเริ่มเย็นลง ก็จะส่งสัญญาณไปยังเตาเผาซึ่งก็คือ ตับ และกล้ามเนื้อให้เผาพลาญพลังงานความร้อนเพิ่มมากขึ้นเพื่อมาทดแทนความร้อนที่เสียไป

สมองปกติจะเปรียบเสมือน processor ของเครื่อง air conditioner คือเรา set ไว้เท่าไรก็จะพยายามทำอุณหภูมิให้ได้เท่านั้น เพียงแต่สมองในคนปกติจะ set ไว้แค่ค่าเดียวคือ ปรมาณ 37 องศาเซลเซียส

ถ้าสมองเรามีความผิดปกติเช่นไป set ไว้ที่ 39 องศาเซลเซียส สมองก็จะพยายามสั่งงานไปที่ตับ และกล้ามเนื้อให้เผาพลังงานจนกว่าจะได้อุณหภูมิที่ set ไว้คือ 39 องศาเซลเซียส ซึ่งภาวะนี้เองที่เรียกว่ามีไข้ (fever)